วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง


 อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
ทุ่งแสลงหลวง เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 60 กม. สภาพพื้นที่เป็นทุ่งหญ้าโล่งใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร ทางอุทยานฯ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในเขตอำเภอเมือง อำเภอขาค้อ อำเภอหล่มสัก อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอวังทอง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีเนื้อที่ประมาณ 789,000 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2518 ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นภูเขาคล้ายหลังเต่าสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นเทือกเขาหินปูนทอดเป็นแนวยาวมีจุดสูงสุดคือ บริเวณเขาแค เป็นต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยเข็คใหญ่ และคลองวังทอง ฤดูฝนอยู่ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม และฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อากาศจะหนาวเย็นมากเหมาะแก่การไปท่องเที่ยว พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้ต้นสองใบ มะม่วงป่า ประดู่ และทุ่งหญ้าที่เป็นพื้นที่โล่งกว้างใหญ่มีสนและไม้ดอกขึ้นสลับกันอยู่
          บนเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณ จะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทางเป็นประจำและพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสวันนาสลับกับป่าสนสองใบอีก 2 แห่ง คือ ทุ่งหญ้าเมืองเลน และทุ่งโนนสนตามเส้นทางเดียวกับทางเข้า พื้นที่อุทยานมีลักษณะเป็นภูเขาคล้ายหลังเต่าสูงๆต่ำๆ ทางด้านตะวันตกเป็นเทือกเขาหินปูนทอดเป็นแนวยาวตามทิศเหนือ - ใต้ ตอนกลางประกอบด้วย เทือกเขาสูงหลายแห่ง มีจุดสูงสุดคือ บริเวณเขาแค สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,028 เมตร ทำให้บริเวณนี้ เป็นต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่นห้วยเข็กใหญ่ ห้วยเข็กน้อย ลำน้ำทุ้ม คลองชมภู และคลองวังทอง เป็นต้น
         ในระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 29 องศาเซลเซียส ฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 1,700 มิลลิเมตรต่อปี และในฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ โดยทั่วไปอากาศจะหนาวเย็นมากเหมาะแก่การไปท่องเที่ยว

ทุ่งแสลงหลวงมีทางเข้าหลัก 2 ทาง คือทางเดินทางท่องเที่ยวใน อ.เขาค้อ สามารถเข้าทางที่ทำการอุทยานสาขาย่อย ตำบลหนองแม่นา ก่อนถึงทางเข้าแก่งบางระจันประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนทางเข้าอีกทางหนึ่งเป็นทางเข้าของที่ทำการอุทยานด้านถนนสาย พิษณุโลก-หล่มสักทางหลวงหมายเลข 12 หลักกิโลเมตรที่ 80
ที่ทำการอุทยานฯ ในส่วนตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสาขาย่อยรองจากที่ทำการสำนักงานใหญ่ กิโลเมตรที่ 80
สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ได้แก่
สะพานแขวน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร บริเวณสองข้างทางจะตัดผ่านป่าตลอดเส้นทาง มีความร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน
แก่งวังน้ำเย็น ห่าง จากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 7 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเส้นทางเดียวกับทุ่งโนนสน ระหว่างเส้นทางเดินสภาพป่าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากทุ่งหญ้าสู่ป่าเต็งรังสลับด้วยป่าสนและป่าเบญจพรรณ ส่วนบริเวณป่าดิบชื้นริมลำธารน้ำตกจะมีความหลากหลายของพืชพรรณไม้ใหญ่ที่ พื้นป่าก็มีพรรณไม้แปลกตาขึ้นอยู่มากมาย เช่น เฟิร์น และบอนต่าง ๆ
ทุ่งแสลงหลวง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตารางกิโลเมตร ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน
ทุ่งนางพญา อยู่ทางทิศใต้ของที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นา ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา ล้อมรอบด้วยป่าสนเขาและป่าดิบเขา ตามกิ่งสนจะพบไม้ป่าที่หาชมได้ยาก คือ เอื้องชะนีและเอื้องคำปากไก่
ทุ่งโนนสนเป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา สลับกับป่าสนเขา ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานฯ บนยอดเขาโคกสน มีลักษณะคล้ายทุ่งแสลงหลวงและทุ่งนางพญา ในช่วงปลายฝนต้นหนาวจะมีดอกไม้หลายชนิดผลัดใบ เช่น ดอกดุสิตา เอื้องม้าวิ่ง กระดุมเงิน ยี่โถปีนัง หม้อข้าวหม้อแกงลิง ทุ่งนี้เหมาะแก่การเดินป่าซึ่งห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 31 กิโลเมตร โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี และมีเต็นท์ให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยว พักได้ 3-5 คน ราคา 400-500 บาท ในกรณีที่นำเต็นท์มาเองเสียค่าพื้นที่กางเต็นท์คนละ 30 บาท/คืน
นอกจากนั้นทางอุทยานฯ ได้จัด เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทุ่งนา ผกค. ห่าง จากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 4 กิโลเมตร เมื่อเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางจะพบทุ่งนาประมาณ 30-40 ไร่ ที่ทางอุทยานฯ จำลองมาจากแปลงนาเดิมของ ผกค. โดยอาศัยน้ำจากลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลจากที่ราบสูงของภูเขาเป็นลำธารที่ ผกค. ได้สร้างขึ้นในอดีต บริเวณทุ่งนาจะมีดอกกระเจียวหลากสีบานทั่วท้องทุ่ง จากนั้นสามารถเดินทางศึกษาธรรมชาติได้ในวงรอบประมาณ 4 กิโลเมตร
อัตราค่าเข้าอุทยานฯ นักท่องเที่ยว ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
สถานที่พัก บริเวณหน่วยหนองแม่นา ทาง ไปพระตำหนักเขาค้อ อำเภอเขาค้อ มีบ้านพัก จำนวน 5 หลัง ราคา 2,000-2,400 บาท เต็นท์เช่า พักได้ 3-5 คน ราคา 250-400 บาท ในกรณีที่นำเต็นท์มาเอง เสียค่าพื้นที่กางเต็นท์ ราคา 30บาท/คน/คืน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ตู้ ปณ. 64 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65120 โทร. 0 5526 8019 หรือสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 8.30–18.00 น., วันเสาร์ เวลา 9.00–15.30 น. หรือ http://www.dnp.go.th
การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก จาก จังหวัดเพชรบูรณ์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 ไปทางอำเภอหล่มสัก ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงบ้านนางั่วแล้วเลี้ยวซ้าย ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2258 ขึ้นเขาค้อผ่านสี่แยกบ้านสะเดาะพงผ่านพระตำหนักเขาค้อ ตรงไปจนถึงบ้านทางตะวันเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตรจะถึงหน่วยจัดการอุทยานฯ ทุ่งแสลงหลวง ที่ 1 (หนองแม่นา)
เส้นที่สอง จาก จังหวัดพิษณุโลกใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก ประมาณ 100 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่เขาค้อผ่านหน้าอำเภอเขาค้อ ถึงสี่แยกบ้านสะเดาะพงแล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2258 ผ่านพระตำหนักเขาค้อตรงไปบ้านทางตะวัน เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงหน่วยจัดการอุทยานฯ ทุ่งแสลงหลวง ที่ 1 (หนองแม่นา) 
ส่วนทางเข้าด้านถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 80 เป็นที่ทำการของอุทยาน มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 8 หลัง ราคา 1,000 - 2,400 บาท มีเต็นท์ให้เช่าพักได้ 3-5 คน ราคา 250-400 บาท ในกรณีนำเต็นท์มาเอง เสียค่าพื้นทีกางเต็นท์ ราคา 30 บาท/คน/คืน
นักท่องเที่ยวสามารถนำเต็นท์ไปกางนอนบริเวณแก่งน้ำในอุทยาน ซึ่งเหมาะกับการพักผ่อน เล่นน้ำ และแคมปิ้ง นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ภายในอุทยานให้ได้เที่ยวชม
ขอทราบรายละเอียดและ สำรองที่พักได้ที่งานบริการบ้านพัก ฝ่ายนันทนาการและสื่อความหมาย ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ โทร. 02 579 5734,02 579 7223 หรือ โทร.02 561 4292-4 ต่อ 724,725 หรือติดต่อที่อุทยานแห่งชาติโดยตรง






น้ำตกห้วยหลวง

น้ำตกห้วยหลวง

               เมื่อเข้าหน้าฝน  รอจนน้ำฝนเต็มอิ่ม ช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะไปเที่ยวน้ำตกห้วยหลวงครับ น้ำตกห้วยหลวง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า น้ำตกบักเตว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี  มีพื้นที่คลอบคลุมถึง อ.น้ำยืนและ อ.บุณฑริกบางส่วน


               มีตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาว่า “นายเตว” กับพวก 2 – 3 คนได้เข้ามาตีผึ้งที่ผาน้ำตกแห่งนี้ โดยออกอุบายนำเถาวัลย์มาพันเป็นเชือกหย่อนลงไปเบื้องล่างของน้ำตก นายเตวอาสาโรยตัวลงไปเพื่อตีผึ้ง ซึ่งมีรังผึ้งเกาะติดอยู่กับหน้าผาหลายร้อยรัง โดยมิได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ในระหว่างที่นายเตวกำลังตีผึ้งอยู่นั้นได้เกิดอาเพศขึ้น เพื่อนที่อยู่ด้านบนมองเห็นเถาวัลย์เป็นงูขนาดยักษ์เลื้อยพันขึ้นมา ด้วยความตกใจกลัวจึงใช้มีดตัดฟันลงไปตรงเถาวัลย์ขาดสะบั้นทำให้ร่างของนายเตวที่ห้อยโหนอยู่นั้นร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างของน้ำตกเสียชีวิต ยังผลให้น้ำตกแห่งนี้ได้ชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า “น้ำตกบักเตว”
               ต่อมาได้มีการประกาศจัดตั้ง “อุทยานแห่งชาติภูจอง–นายอย” ขึ้นในปี 2530 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวน้ำตก และมักจะเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการลงเล่นบริเวณน้ำตกแห่งนี้ จนกระทั่งมีญาติของผู้เสียชีวิตมาเล่าว่า ผู้เสียชีวิตได้มาเข้าฝันแล้วบอกว่า นายเตวไม่ต้องการให้ใครมาเรียกชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกบักเตว” เนื่องจากเป็นคำไม่สุภาพและได้ให้เปลี่ยนชื่อน้ำตกแห่งนี้เสียใหม่ ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2535 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อ “น้ำตกบักเตว” เป็น “น้ำตกห้วยหลวง” ตามชื่อของลำห้วยซึ่งไหลพาดผ่านน้ำตกแห่งนี้
               น้ำตกห้วยหลวง (น้ำตกบักเตว) ตั้งอยู่กลางป่าสมบูรณ์ไหลตกจากหน้าผาสูง 45 เมตร ถือได้ว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และงดงามที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง  ไหลตกจากหน้าผาสูงชัน ลงสู่แอ่งน้ำใหญ่ และลานหินหาดทราย ด้านล่างมีบันไดทางลงจากศาลาชมทิวทัศน์สู่น้ำตกด้านล่าง นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกทลายแห่ง เช่น น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง น้ำตกถ้ำบอน น้ำตกจุ๋มจิ๋ม น้ำตกห้วยทรายใหญ่ (แก่งอีเขียว) เป็นต้น

               เฉพาะเดือนกันยายน วันที่น้ำหลากมากๆ ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงประมาณ 7 กม. บริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจ คือ กุ้งเดินขบวน สามารถชมได้ตั้งแต่ตอนเย็นจนค่ำครับ

               การเดินทางไปน้ำตกห้วยหลวง อุทยานแห่งชาติภูจองนา-ยอย เริ่มต้นจาก อ.เมืองอุบลราชธานี ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมูล ไปทางฝั่ง อ.วารินชำราบ ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (วารินฯ - เดชอุดม) ผ่านมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ผ่าน อ.เดชอุดม ใช้ทางหลวงหมายเลข 2191, 2171 และหมายเลข 2248ตามลำดับ รวมระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
ขอขอบคุณ :: http://guideubon.com/news/view.php?t=37&s_id=24&d_id=24

ทะเลแหวก

Photobucket - Video and Image Hostingทะเลแหวก อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสุด Unseen Thailand ความภูมิใจของชาวกระบี่ที่มีจุดสวยงามอย่าง มหัศจรรย์ ที่เราสามารถเดินเหยียบทรายขาวละเอียด จากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งได้เวลาน้ำลด ทะเลแหวกเกิดจาก สันทรายจากเกาะสามเกาะ คือเกาะไก่ เกาะหม้อ เกาะทับ ทั้งสามเกาะนี้เป็น3 เกาะเด่นที่อยู่ใน หมู่เกาะปอดะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกัน มีสันฐาณติดกันเมื่อคลื่นพัดทรายมาพบกันที่จุดนี้จึงทำให้เกิดเป็น แนวสันทราย เชื่อมเกาะทั้งสามเกาะนี้ให้ถึงกัน สันทรายนี้จะจมหายไปเมื่อน้ำขึ้นสูง เมื่อน้ำลดแนวสันทรายก็จะค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เหมือนกับว่าแบ่งทะเลให้้แยกออกกันเป็นสามส่วน สันทรายจะโผล่ในช่วงที่น้ำทะเลลดต่ำสุด แต่ถึงแม้ว่าสันทราย จะไม่โผล่เราก็สามารถเดินเล่น ได้ หาดทรายของทะเลแหวกนี้ขาวสะอาดน่าเล่นน้ำ การท่องเที่ยวทะเลแหวก จะนิยมท่องเที่ยวทั้งหมด 4 เกาะ คือเกาะไก่ เกาะทับ เกาะหม้อ เกาะปอดะ ซึ่งสามารถเที่ยวได้ใน 1 วัน
ทะเลแหวก
เริ่มจาก เกาะไก่ ที่เรียกว่าเกาะไก่ก็เพราะว่าทางด้านปลายสุดของเกาะมีหินแหลมๆ เมื่อมองขึ้นไปแล้วคล้ายคอไก่ เกาะไก่เป็นเกาะที่สามารถหยุดเรือแล้วลงไปว่ายน้ำได้โดยสามารถลงไปเล่นน้ำแล้วให้อาหารปลาด้วยการ ให้ขนม ปังโรย ไว้รอบๆตัวแล้วปลาก็จะมาอยู่ล้อมรอบเราต่อด้วยเกาะทับ เกาะที่เราสามารถมองเห็นปะการังน้ำตื้นได้ โดยที่ไม่ต้องลงไปดำกันลึกๆ แวะพักเล่นน้ำให้ ในบรรยากาศอันเงียบสงบ
ทะเลแหวก
ทะเลแหวกทะเลแหวก
ทะเลแหวกทะเลแหวก
จากนั้นก็จบด้วยเกาะปอดะ เกาะที่มีหาดทรายขาวละเอียด นุ่มเท้า น้ำทะเลสีฟ้าใส  เกาะปอดะเหมาะกับ การมา เที่ยวพักผ่อนและเล่นน้ำซะมากกว่าที่จะมาดำน้ำชมปะการัง เพราะในย่านนี้ไม่ค่อยมีที่พอมีก็ไม่สวยทะเลกระบี่ เหมาะกับการมาท่องเที่ยวพักผ่อนชมวิว เล่นน้ำการมาชมทะเลแหวก ควรมาชมในช่วงเวลาน้ำลงต่ำสุด ในแต่ละวัน โดยเฉพาะ ในวันก่อน และหลังวันขึ้น 15 ค่ำ ราว 5 วัน ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเที่ยวทะเลแหวกคือ ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ถึง ต้นพฤษภาคม
ทะเลแหวก
ทะเลแหวกทะเลแหวก
ทะเลแหวกทะเลแหวก
จุดเด่น ของการเที่ยวชมทะเลจะแหวกคือการมาชมวิว ถ่ายภาพ ควรหลีกเลี่ยงการมาเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาล ทะเลแหวกจะมีคนเยอะเดินกันจนแน่นไปหมด ถ้าจะมาชมทะเลแหวกให้ประทับใจควรเลือกมาใน ช่วงวันหยุด ธรรมดานอก จากชมวิวถ่ายภาพทะเลแหวกแล้วที่นี่ยังเป็นอีกชายหาดหนึ่งที่น่าลงเล่นน้ำเพราะ มีแนวหาดทราย กว้าง น้ำใส ปลาเยอะ แต่ถ้าจะมาเล่นน้ำก็แนะนำให้มาในช่วงวันหยุดธรรมดา(เสาร์-อาทิตย์)หากมาวันหยุด เทศกาลคนเยอะไม่สนุก
เกาะปอดะ
เกาะปอดะเกาะปอดะ
เกาะปอดะเกาะปอดะ
ขอขอบคุณ :: http://www.ezytrip.com/Thailand/th/South/Krabi/Mueang/Talay-Wak/Talay-Wak.htm

อุทยานแห่งชาติภูแลนคา


Photobucket - Video and Image Hosting อุทยานแห่งชาติภูแลนคา มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ ตำบลห้วยต้อน อำเภอเมือง ตำบลภูแลนคา อำเภอบ้านเขว้า ตำบลกุดชุมแสง ตำบลคูเมือง อำเภอหนองบัวแดง ตำบลบ้านเดื่อ ตำบลโนนกอก ตำบลสระโพนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ สภาพป่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบไปด้วยแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ป่าหินงามจันทร์แดง ซุ้มประตูหินธรรมชาติ ผากล้วยไม้ น้ำตกตาดหินดาด น้ำตกตาดโตน ถ้ำพระ ผาเก้ง ผาแพ เป็นต้น และการเดินทางเข้าไปเที่ยวชมก็สะดวก มีเนื้อที่ประมาณ 148 ตารางกิโลเมตร หรือ 92,500 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
 ลักษณะโดยทั่วไปของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่สำรวจเป็นเทือกเขาภูแลนคา ภูเขียว ภูคำน้อย พื้นที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน และที่ราบสูง ซึ่งจะมีระดับความสูงตั้งแต่ประมาณ 200 ถึง 725 เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนพื้นที่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะมียอดเขาที่มีความสูง 669 เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมียอดภูแลนคา ซึ่งเป็นยอดที่มีความสูง สูงสุดของพื้นที่ โดยมีความสูงประมาณ 725 เมตร จากระดับน้ำทะเล พื้นที่ทางด้านทิศใต้จะเป็นพื้นที่ลาด ซึ่งจะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 200 ถึง 500 เมตร และพื้นที่ทางด้านทิศเหนือจะเป็นพื้นที่ลาดชันมาก มีหน้าผาหุบเขาเป็นส่วนใหญ่
ลักษณะภูมิอากาศ
จัดอยู่ในภูมิอากาศฝนเมืองร้อนมี 3 ฤดูคือ ฤดูร้อนเกิดขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ฤดูฝนเกิดขึ้นช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน และฤดูหนาวเกิดขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม ของทุกปี
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ป่าที่พบประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ ตะแบก พลวง แดง ชิงชัน ไม้กระยา หว้า พะยอม กะบก ตะเคียน แส้น กล้วยไม้ พะอง พีพ่าย แก้วหวาย สมุนไพรชนิดต่างๆ และหญ้าชนิดต่างๆ เป็นต้น 
สัตว์ที่พบได้แก่ กระต่ายป่า ลิง หมูป่า กระจ้อน กระรอกบิน หนูหวาย พังพอน อีเห็น นกชนิดต่างๆ งูชนิดต่างๆ ปลาน้ำจืดชนิดต่างๆ และแมลงชนิดต่างๆ เป็นต้น

แหล่งท่องเที่ยว
 บ่อน้ำสระแก้ว เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเรียงกันสามบ่อ โดยมีต้นบัวเกิดขึ้นเองในบ่อ และมีตำนานเล่าสืบต่อกันว่า มีรูปรอยพระพุทธบาทปรากฏในบ่อน้ำสระบัว ชาวบ้านถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และพุทธสถาน 
จุดยุทธศาสตร์ เป็นพื้นที่ที่มีการตั้งกองกำลังทหารผสม ในอดีตเพื่อการขับไล่และต่อสู้กลุ่มก่อการร้าย โดยทั่วพื้นที่จะมีการตั้งฐานปฏิบัติการและกำหนดจุดพิกัดทางยุทธศาสตร์ 
 ป่าหินงามจันทร์แดง มีรูปร่างลักษณะแปลกวิจิตรพิศดารต่างๆ จำนวนมาก โดยจะมีต้นจันทร์แดงเกิดขึ้นบนโขดหินก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ในเนื้อที่จำนวนมาก 
ซุ้มประตูหินธรรมชาติ แตกต่างไปจากป่าหินงามจันทร์แดงโดยจะมีก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีรูปลักษณ์เป็นซุ้มประตูหิน 
จุดชมวิวลานหินร่องกล้า เป็นลานหินกว้างใหญ่และหินแตกเป็นร่องลึกจำนวนมากพร้อมกับเกิดขึ้นเป็นผาหินเด่นชัดสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 700-800 เมตร 
จุดชมวิวป่าหินปราสาท มีก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายปราสาท เป็นลักษณะเด่นในพื้นที่ และเป็นจุดมองทิวทัศน์ทางธรรมชาติ 
ผากล้วยไม้ เป็นหน้าผาสูงและลดหลั่นตามลำดับ โดยทอดยาวติดต่อกัน เป็นหน้าผาหินที่มีพันธุ์กล้วยไม้หายากหลายชนิด เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากตลอดหน้าผา 
ทุ่งดอกกระเจียวบริเวณป่าหินงามทุ่งโขลงช้าง เป็นพื้นที่ที่มีต้นกระเจียว ขึ้นเป็นจำนวนมากในป่าเต็งรัง และกระจัดกระจายทั่วพื้นที่ป่าหินงานทุ่งโขลงช้าง ซึ่งจะมีก้อนหินใหญ่คล้ายช้าง 
เขาขาด เกิดจากการยุบตัว และยกตัวของเทือกเขาพังเหย กับเทือกเขาแลนคา เกิดเป็นช่องทางน้ำไหลของลำน้ำชีทำให้พื้นที่ริมฝั่งลำน้ำชี และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นสถานที่ชมธรรมชาติ 
ลำน้ำชี เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านริมแนวเขตพื้นที่สำรวจ เป็นลักษณะเด่นของลำน้ำกับเทือกเขา 
 ผาเก้ง เป็นหน้าผาสูงเด่น หน้าผาที่ก้อนหินใหญ่ยื่นออกไป และเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ 
ผาแพ เป็นผาหินขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากการยกตัว และการไหลเลื่อนของชั้นหิน ทางด้านธรณีวิทยา ชั้นหินและแร่ที่ปรากฏมีลักษณะเด่น เป็นเนื้อสีแปลกและแตกต่างกันตลอด 
 ถ้ำพระ เกิดจากการยกตัวของชั้นหินทางธรณีวิทยา และการกัดเซาะของน้ำกับชั้น หินแร่ ถ้ำพระนี้ชาวบ้านท้องถิ่นได้เข้าไปขุดค้นวัตถุโบราณ เช่น พระพุทธรูป เศษวัตถุโบราณ และของมีค่าต่าง ๆ จึงเป็นตำนานถ้ำพระเล่าสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ถ้ำพระยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์อีกด้วย 
 จุดชมวิวเทพบูชา เป็นบริเวณที่ราบเล็กๆ ใกล้เคียงกับที่พักสงฆ์เทพบูชา จึงมีชื่อว่าจุดชมวิวเทพบูชาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700-800 เมตร เป็นจุดมองทิวทัศน์ทางธรรมชาติ
ทุ่งดอกกระเจียว เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในบริเวณป่าเต็งรัง 
 น้ำตกตาดโตนน้อย เป็นน้ำตกที่เกิดขึ้นจากลำห้วยน้อยใหญ่ไหลมารวมกันซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูเกษตร และเป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปีภูแลนคา ชัยภูมิ
ขอขอบคุณ :: http://www.oceansmile.com/E/Chaiyaphum/pulanka.htm

วัดพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน


  วัดพระธาตุดอยกองมู   แม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู     เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งประจำเมืองแม่ฮ่องสอน วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย  และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระธาตุดอยกองมู     ตามชื่อของดอยกองมู   อันเป็นภาษาไทยใหญ่ที่มีความหมายถึงพระเจดีย์   โดยวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ   อันเป็นศูนย์รวมจิตใจ และที่เคารพสักการะอย่างสูงของชาวเมือง และผู้ที่เดินทางมายังดินแดนสามหมอกแห่งนี้ตามประวัตินั้นกล่าว่า  วัดพระธาตุดอยกองมู   ได้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2403   โดยนายจองต่องสู่ และภรรยาชื่อนางเหล็ก    ซึ่งได้จัดสร้างกุฏิ และพระเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เพื่อบรรจุพระธาตุของพระมหาโมคคัลลานะเถระ  ที่พระอูปั่นเต็กต๊ะชาวเมืองตองกี่ได้นำมาจากเมืองมะละแหม่งประเทศพม่า   โดยพระอู่ปั่นเต๊กต๊ะยังดำรงเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดดอยกองมู   นี้เรื่อยมาจนกระทั่งนายจองต่องสู่ได้สิ้นชีวิตลง  พระอู่ปั่นเต๊กต๊ะจึงกลับคืนไปจำพรรษาที่เมืองตองกี่ดังเดิมต่อมาในปี  พ.ศ.2417  เพื่อพญาสิงปนาทราชาได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรกนั้น   จึงให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นอีกองค์หนึ่งซึ่งมีชนาดย่อมกว่าองค์ที่มีอยู่เดิม  เพื่อเป็นอนุสรณ์ และได้ให้บรรจุพระธาตุของพระสารีบุตรเถระที่พระอูเอ่งต๊ะก๊ะ  นำมาจากเมืองมัณฑเลย์ประเทศพม่า   พร้อมทั้งนิมนต์พระอู่เอ่งต๊ะก๊ะเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมูรูปต่อไป

วัดพระธาตุดอยกองมู   ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้วยศิลปกรรมแบบไทยใหญ่และพม่า  วัดแห่งนี้ได้รับการทำนุบำรุงเรื่อยมา  และเป็นเสมือนศูนย์กลางแห่งศรัทธา ของชาวเมืองแม่ฮ่องสอนจวบจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งผู้ที่มาไหว้พระธาตุดอยกองมูนี้ จะสามารถมองเห็นความงามของตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน

สถานที่ตั้ง
บนยอดดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

ความเชื่อและวิธีการบูชา
การไหว้พระธาตุดอยกองมู     สามารถใช้เครื่องสักการะที่ทางวัดจัดให้ด้วยความหมายอันเป็นมงคล  โดยทำบุญเข้าวัดตามศรัทธา  จากนั้นให้เดินเวียนขวารอบพระธาตุ 3  รอบ เสร็จแล้วนำพานดอกไม้ธูปเทียนบูชาไปวางไว้ ไหว้พระประจำวันเกิดซึ่งประดิษฐานอยู่รอบพระเจดีย์  โดยเชื่อกันว่าจะช่วยให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตที่รุ่งเรืองในภายหน้า

เทศกาล งานประเพณี
ในช่วงงานลอยกระทงจะมีงานนมัสการพระธาตุดอยกองมู    จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  โดยมีการลอยกระทงสวรรค์ที่สวยงามเพื่อเป็นพุทธบูชา  และในช่วงวันออกพรรษาจะมีการตัดบาตรดาวดึงส์หรือตักบาตรเทโวด้วย
 พระธาตุกองมู แม่ฮ่องสอน

เกาะสิมิลัน

       คำว่า "สิมิลัน" เป็นภาษายาวี หรือ มลายู แปลว่า เก้า หรือ หมู่เกาะเก้า หมู่เกาะสิมีลัน อยู่ในท้องที่ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 80,000 ไร่ ประกาศเป็นเขตอุทยานฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2525 หมู่เกาะ สิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มีทั้งหมด 9 เกาะ เรียงลำดับจากเหนือมาใต้ ได้แก่ เกาะบอน เกาะบายู เกาะสิมิลัน เกาะปายู เกาะเมี่ยง (มี 2 เกาะ ติดกัน) เกาะปาหยัน เกาะปายัง เกาะหูยง ที่ทำการอุทยาน ฯ อยู่ที่เกาะเมี่ยง เพราะเป็นเกาะที่น้ำจืด หมู่เกาะเหล่านี้ได้รับการยกย่องจากนิตยสารสกินไดวิ่งของอเมริกา ว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความงามทั้งบนบกและ ใต้น้ำ เป็น 1 ใน 10 ของโลก หมู่เกาะสิมิลันอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 70 กม. ช่วงเดือนธันวาคม - เมษายน เป็นช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด (ช่วงเดือนมีนาคมจะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด ไม่มีมรสุมและน้ำใส สามารถดำน้ำแล
เกาะสิมิลัน (เกาะแปด)  
เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน ลักษณะอ่าวสิมิลันมีรูปโค้งเหมือนเกือกม้า น้ำลึกโดยเฉลี่ย ประมาณ 60 ฟุต ใต้ท้องทะเลอุดมไปด้วยกองหินและแนวปะการัง มีทั้งปะการังเขากวาง ปะการังใบไม้ ปะการังสมองและปะการังดอกเห็ดขนาดใหญ่ที่มีความสมบูรณ์มาก ในประเทศไทย สภาพหาดทรายเนื้อละเอียดสวยงามมาก เหมาะสำหรับดำน้ำดูปลาและปะการัง ทางด้านเหนือของเกาะมีก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างแปลกตาอยู่มาก เช่นหินรูปรองเท้าบู๊ท หรือรูปหัวเป็ดโดนัลด์ดั๊ก ตอนบนที่ตรงกับแนวหาดมีหินรูปเรือใบ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวย
thai-tour.com แนะนำ: บริเวณเกาะมีแหล่งดำน้ำอยู่หลายที่เช่นที่หินเรือใบ หรือทางด้านทิศตะวันออกมีหาดทรายยาวและแหล่งปะการังสวย ต้องเดินทะลุป่าดิบเข้าไป หรือนั่งเรือ
สิมิลัน พังงา 



ท่องเที่ยว




ท่องเที่ยว

ทีลอซู


      ข้อมูลน้ำตกทีลอซู ........
ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง ความหมายคือ น้ำตกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีความสูง 200-300 เมตร สวยงามติดอันดับโลกทีเดียว เป็นจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ของนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศทุกๆคน ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน

ที่ตั้งของน้ำตกทีลอซู
อำเภออุ้มฝาง จังหวัดตาก ห่างจากตัวเมืองอุ้มผาง 42 กิโลเมตร

การเดินทางไปน้ำตกทีลอซู
จากตัวเมืองตาก-อุ้มผาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ตาก-กกำแพงเพชร) ระยะทาง 7 กิโลเมตรเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 105 (อำเภอแม่สอด) ระยะทางประมาณ 87 กิโลเมตร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 1090 (อำเภออุ้มผาง) ระยะทาง 164 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเส้นทางการเดินทางไปน้ำตกทีลอซูต้องผ่านขุนเขาและโค้งมากควรขับรถด้วยคาวมระมัดระวัง จากอำเภออุ้มผางมี 2 เส้นทางให้เลือก สำหรับนักท่องเที่ยวที่นำรถมาปัจจุบันมีถนนลาดยางระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร จากนั้นเดินอีกประมาณ 1.8 กิโลเมตรจะถึงน้ำตก หรืออยากสนุกเลือกนั่งเรือล่องแก่งจากผู้ประกอบการในตัวเมืองอุ้มผางล่องไปขึ้นที่ห่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด จากนั้นมีรถต่อไปยังน้ำตกทีลอซู

ฤดูการท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซู
เที่ยวได้ทุกฤดูกาล ช่วงฤดูฝนน้ำมาก สำหรับฤดูหนาวน้ำตกสวยที่สุด 


ทีลอซู ตาก